โรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว อาการ ความรุนแรง และการป้องกัน

โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากอะไร?
เกิดจาก Rabies virus ซึ่งสามารถติดเชื้อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด
เชื้อพบมากใน น้ำลายและเนื้อเยื่อระบบประสาทของสัตว์ที่ติดเชื้อ และสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายผ่าน
- การถูกกัด
- การถูกข่วนที่ทำให้ผิวหนังเปิด
- น้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อสัมผัสบาดแผล
- น้ำลายสัมผัสเยื่อบุตา ปาก หรือบริเวณเยื่อเมือก
การอยู่ใกล้สัตว์ที่ติดเชื้อเพียงอย่างเดียว ไม่ถือเป็นการสัมผัสเชื้อโดยอัตโนมัติ หากไม่มีการสัมผัสน้ำลายหรือเนื้อเยื่อที่สามารถนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
โรคพิษสุนัขบ้ารุนแรงแค่ไหน?
โรคมีระยะฟักตัวตั้งแต่ ประมาณ 1 สัปดาห์ถึง 1 ปี และโดยทั่วไปมักอยู่ที่ประมาณ 2–3 เดือน แต่ระยะเวลาจริงแตกต่างกันได้ตามตำแหน่งและความรุนแรงของการสัมผัสเชื้อ รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ
เมื่อเชื้อเข้าสู่ระบบประสาทและเริ่มมีอาการแล้ว จะเกิดการอักเสบของสมองและไขสันหลัง และโรคมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก
จุดสำคัญคือ โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้หากได้รับการดูแลหลังสัมผัสเชื้อก่อนเริ่มมีอาการ แต่เมื่อมีอาการทางคลินิกแล้ว การรักษาที่ทำให้หายขาดยังไม่มีวิธีที่พิสูจน์แล้วอย่างมีประสิทธิผล
อาการโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว
อาการในสัตว์อาจแตกต่างกัน และไม่ได้มีเพียงลักษณะ “ดุหรือกัด” เท่านั้น
ระยะแรกอาจพบ
- พฤติกรรมเปลี่ยนไป
- ซึม หรือกระสับกระส่าย
- มีไข้
- เบื่ออาหาร
- อาเจียน
- การประสานงานของร่างกายผิดปกติ
เมื่อโรคดำเนินต่อ
อาจพบ
- พฤติกรรมผิดปกติหรือก้าวร้าว
- เดินเซ
- อ่อนแรง
- กลืนลำบาก
- น้ำลายไหลมาก
- ชัก
- กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นอัมพาต
- หายใจลำบาก
- ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง
อาการสามารถดำเนินไปอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การเสียชีวิตได้
ดังนั้น การไม่มีอาการดุหรือก้าวร้าวไม่ได้หมายความว่าสัตว์จะไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า เพราะบางรายอาจมีอาการทางระบบประสาทและอัมพาตเป็นหลัก
ภาวะแทรกซ้อนของโรค
โรคพิษสุนัขบ้าส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ภาวะที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- สมองอักเสบ
- ความผิดปกติของการควบคุมการเคลื่อนไหว
- ชัก
- กลืนลำบาก
- อัมพาต
- ความผิดปกติของการหายใจ
- การทำงานของระบบประสาทผิดปกติอย่างรุนแรง
ท้ายที่สุดโรคจะดำเนินไปสู่การเสียชีวิต
โรคพิษสุนัขบ้าส่งผลต่อคนอย่างไร?
คนสามารถติดโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์ได้ โดยการแพร่เชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการถูกสัตว์ที่ติดเชื้อกัด และเชื้อจากน้ำลายสามารถเข้าสู่บาดแผลหรือเยื่อเมือกได้
ทั่วโลก ประมาณ 99% ของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าในคนเกี่ยวข้องกับการแพร่เชื้อจากสุนัขอาการในคนระยะแรกอาจคล้ายการเจ็บป่วยทั่วไป เช่น
- ไข้
- อ่อนเพลีย
- ปวดศีรษะ
- ปวดหรือมีอาการแสบร้อน คัน หรือรู้สึกผิดปกติบริเวณบาดแผล
เมื่อเข้าสู่ระยะทางระบบประสาท อาจเกิด
- สับสน
- กระสับกระส่าย
- ประสาทหลอน
- ชัก
- กลืนลำบาก
- กลัวน้ำ
- น้ำลายมาก
- อัมพาต
- หมดสติ
และนำไปสู่การเสียชีวิต
หากถูกสุนัขหรือแมวกัด/ข่วน ควรทำอย่างไร?
อย่ารอดูอาการของตัวเอง
- 1ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำไหลอย่างทั่วถึง อย่างน้อย 15 นาที
- 2ทำความสะอาดแผลและใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม
- 3รีบไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเพื่อประเมินความเสี่ยง
- 4แพทย์จะพิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้
การรักษาหลังสัมผัสเชื้อ สามารถป้องกันการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง หากได้รับอย่างเหมาะสมและรวดเร็วก่อนเกิดอาการ
หมายเหตุ: การถูกกัดหรือข่วนควรได้รับการประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ แม้แผลจะดูไม่รุนแรงก็ตาม
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว
การป้องกันที่สำคัญที่สุดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำ
นอกจากนี้ควร
- ลดโอกาสที่สัตว์เลี้ยงจะสัมผัสสัตว์จรจัดหรือสัตว์ป่า
- ไม่เข้าใกล้สัตว์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ
- ควบคุมไม่ให้สัตว์เลี้ยงออกไปสัมผัสสัตว์อื่นโดยไม่มีการดูแล
- หากสัตว์เลี้ยงถูกกัดหรือข่วนโดยสัตว์ที่สงสัยว่าอาจมีโรค ควรติดต่อสัตวแพทย์โดยเร็ว
การฉีดวัคซีนสุนัขเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าและลดการแพร่เชื้อสู่คน
ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เริ่มต้นจากการฉีดวัคซีนให้น้องๆ
หากสุนัขหรือแมวถูกสัตว์อื่นกัดหรือข่วน หรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ที่สงสัยว่าอาจมีโรคพิษสุนัขบ้า ควรพาน้องเข้ารับการประเมินโดยสัตวแพทย์โดยเร็ว