พาโวไวรัสและลำไส้อักเสบในสุนัขและแมว
โรคลำไส้อักเสบจากพาร์โวในสุนัขเกิดจาก Canine parvovirus (CPV) ซึ่งเป็นไวรัส DNA ขนาดเล็กชนิดไม่มีเยื่อหุ้ม เชื้อมีความสามารถในการทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเซลล์เยื่อบุบริเวณ crypt ของลำไส้เล็ก รวมถึงเซลล์ในระบบน้ำเหลืองและไขกระดูก เมื่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย จะทำให้ความสามารถในการดูดซึมสารอาหารและการทำหน้าที่เป็นแนวกั้นของลำไส้ลดลง ส่งผลให้เกิดอาการอาเจียนและท้องเสีย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเคลื่อนผ่านของแบคทีเรียจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด

พาโวในสุนัขคืออะไร?
โรคลำไส้อักเสบจากพาร์โวในสุนัขเกิดจาก Canine parvovirus (CPV) ซึ่งเป็นไวรัส DNA ขนาดเล็กชนิดไม่มีเยื่อหุ้ม
เชื้อมีความสามารถในการทำลายเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเซลล์เยื่อบุบริเวณ crypt ของลำไส้เล็ก รวมถึงเซลล์ในระบบน้ำเหลืองและไขกระดูก
เมื่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย จะทำให้ความสามารถในการดูดซึมสารอาหารและการทำหน้าที่เป็นแนวกั้นของลำไส้ลดลง ส่งผลให้เกิดอาการอาเจียนและท้องเสีย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเคลื่อนผ่านของแบคทีเรียจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด
พาโวในแมวคืออะไร?
ในแมว โรคที่เกี่ยวข้องคือ Feline panleukopenia (FPV) หรือ feline parvoviral enteritis
FPV มีความรุนแรงโดยเฉพาะในลูกแมวและแมวที่ไม่ได้รับวัคซีน เชื้อจะทำลายเซลล์ที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่น เซลล์ในไขกระดูก เนื้อเยื่อน้ำเหลือง และเยื่อบุลำไส้ คำว่า panleukopenia หมายถึงภาวะที่จำนวนเม็ดเลือดขาวลดลง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของโรคและมีผลต่อความสามารถในการรับมือกับการติดเชื้ออื่น ๆ
เชื้ออยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานแค่ไหน?
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่โรคพาร์โวควบคุมได้ยาก Parvovirus เป็นไวรัสที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมและสารฆ่าเชื้อหลายชนิด
สำหรับ FPV แหล่งข้อมูลทางสัตวแพทย์ระบุว่าสามารถคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน หลายเดือน และภายใต้สภาวะที่เหมาะสมอาจนานถึงประมาณ 1 ปี หากไม่ได้ใช้วิธีทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การทำความสะอาดด้วยการเช็ดสิ่งสกปรกออกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องกำจัดสารอินทรีย์ เช่น อุจจาระหรืออาเจียนออกก่อน แล้วจึงใช้สารฆ่าเชื้อที่สามารถทำลาย parvovirus ได้และให้เวลาสัมผัสตามที่กำหนด
🐶อาการพาโวในสุนัข
อาการมักเริ่มจากอาการทั่วไป เช่น
- ซึม
- เบื่ออาหาร
- มีไข้
- อ่อนแรง
จากนั้นสามารถพัฒนาเป็น
- อาเจียน
- ท้องเสีย
- ท้องเสียเป็นเลือดในบางราย
- ขาดน้ำ
- ปวดท้อง
- อุณหภูมิร่างกายผิดปกติ
- ชีพจรเร็ว
- ภาวะช็อกในรายที่รุนแรง
อาการสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปอาการมักเกิดประมาณ 5–7 วันหลังได้รับเชื้อ แต่ช่วงเวลาที่รายงานสามารถอยู่ประมาณ 2–14 วัน
ไม่ใช่สุนัขทุกตัวที่ติด CPV จะมีอุจจาระเป็นเลือด ดังนั้นการไม่มีเลือดในอุจจาระไม่ได้หมายความว่าไม่ใช่พาร์โว
🐱อาการ FPV ในแมว
อาการของแมวแตกต่างจากสุนัขบางประการ
อาการที่พบได้ ได้แก่
- ไข้สูง
- ซึมมาก
- เบื่ออาหารหรือไม่กินอาหาร
- อาเจียน
- ขาดน้ำอย่างรวดเร็ว
- ปวดท้อง
- ท้องเสีย
ท้องเสียไม่ได้เกิดขึ้นในแมวทุกตัว และเมื่อเกิดขึ้นมักไม่จำเป็นต้องมีเลือดปนเหมือนที่พบในสุนัขที่เป็น CPV
ลูกแมวบางตัวอาจมีอาการรุนแรงมากจนเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยอาจพบการเสียชีวิตเฉียบพลันเป็นอาการแรกที่เจ้าของสังเกตเห็น
ทำไมพาโวจึงรุนแรง?
ความรุนแรงของโรคไม่ได้เกิดจากอาการท้องเสียเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผลกระทบหลายระบบพร้อมกัน
1. สูญเสียน้ำและเกลือแร่
การอาเจียนและท้องเสียทำให้สูญเสียน้ำและอิเล็กโทรไลต์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในลูกสัตว์ที่มีปริมาณสำรองในร่างกายน้อย
หากรุนแรงอาจนำไปสู่ ภาวะขาดน้ำและช็อก
2. เยื่อบุลำไส้เสียหาย
เมื่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ถูกทำลาย ความสามารถในการดูดซึมและการทำหน้าที่เป็น barrier ของลำไส้ลดลง
จึงเพิ่มความเสี่ยงที่แบคทีเรียจากลำไส้จะเข้าสู่กระแสเลือด
3. เม็ดเลือดขาวลดลง
CPV สามารถทำลายเซลล์ในไขกระดูกและเนื้อเยื่อน้ำเหลือง ทำให้เกิด leukopenia, lymphopenia และ neutropenia ใน FPV ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำเป็นลักษณะสำคัญของโรคและเป็นที่มาของชื่อ panleukopenia
พาโวมีโอกาสรักษาหายหรือไม่?
มีโอกาสฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะแรก
สำหรับสุนัขที่ได้รับการรักษาอย่างเข้มข้นในโรงพยาบาล จะมีอัตราการรอดชีวิตมากกว่า ในกลุ่มที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ขณะที่ภาพรวมของสุนัขที่ได้รับการรักษาประคับประคองมีรายงานการรอดชีวิตต่ำกว่า ข้อมูลเหล่านี้ "ไม่ควรนำไปใช้ทำนายผลของสุนัขแต่ละตัว" เพราะพยากรณ์โรคขึ้นกับระยะของโรคและภาวะแทรกซ้อน
ส่วน FPV ในแมวมีซับซ้อน โดยเฉพาะลูกแมวและแมวที่มีอาการรุนแรง การรักษา acute cases ทำได้ยาก และการรักษาอย่างเข้มข้นร่วมกับการพยาบาลที่ดีเป็นปัจจัยสำคัญต่อโอกาสรอดชีวิต
พาโวใช้เวลารักษานานแค่ไหน?
ไม่มีจำนวนวันที่ตายตัวสำหรับสัตว์ทุกตัว
ระยะเวลารักษาขึ้นอยู่กับ
- อายุ
- ความรุนแรงของโรค
- ระดับการขาดน้ำ
- การตอบสนองต่อการรักษา
- จำนวนเม็ดเลือดขาว
- ภาวะแทรกซ้อน
- การติดเชื้อแบคทีเรียร่วม
- ความสามารถในการกลับมากินอาหารและดื่มน้ำ
ถ้ามีสัตว์ป่วยในบ้าน ต้องทำอย่างไร?
หากสงสัยว่าสุนัขหรือแมวติดพาร์โว ควร แยกสัตว์ป่วยออกจากสัตว์ตัวอื่นทันที และติดต่อสัตวแพทย์เพื่อประเมิน
ควรให้ความสำคัญกับ
- 1แยกสัตว์ป่วย
- 2แยกอุปกรณ์อาหาร น้ำ กรง และของใช้
- 3เก็บอุจจาระและสิ่งปนเปื้อนอย่างเหมาะสม
- 4ทำความสะอาดพื้นผิวก่อนฆ่าเชื้อ
- 5ใช้สารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพต่อ parvovirus
- 6ปฏิบัติตามระยะเวลาสัมผัสของน้ำยาฆ่าเชื้อ
- 7ล้างมือและเปลี่ยนเสื้อผ้าหากมีโอกาสนำเชื้อไปสัมผัสสัตว์ตัวอื่น
การป้องกันพาโวในสุนัขและแมว
วัคซีนคือวิธีป้องกันที่สำคัญที่สุด
Canine parvovirus และ feline panleukopenia อยู่ในกลุ่ม core vaccines สำหรับสุนัขและแมวตามแนวทางวัคซีนของ WSAVA
🐶สุนัข
แนวทาง WSAVA 2024 แนะนำให้เริ่มวัคซีน core ที่อายุประมาณ 6–8 สัปดาห์ และฉีดซ้ำทุก 3–4 สัปดาห์จนถึงอายุอย่างน้อย 16 สัปดาห์ โดยในสถานการณ์ความเสี่ยงสูงอาจพิจารณาฉีดต่อถึง 20 สัปดาห์ตามการประเมินของสัตวแพทย์
🐱แมว
FPV เป็น core vaccine เช่นกัน และวัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่ยาวนานได้ การเริ่มวัคซีนและจำนวนเข็มควรพิจารณาตามอายุ ประวัติการได้รับวัคซีน และความเสี่ยงของแมวแต่ละตัว
🏥 หากสงสัยพาโว ควรตรวจเมื่อใด?
หากสุนัขหรือลูกแมวมีอาการ ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ หรือมีอาการขาดน้ำ โดยเฉพาะสัตว์ที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ ควรพาเข้ารับการตรวจโดยสัตวแพทย์
เนื่องจากอาการของโรคทางเดินอาหารหลายชนิดสามารถคล้ายกันได้ การตรวจเพื่อหาสาเหตุจึงมีความสำคัญ และหากสงสัยโรคติดเชื้อ ควรแยกสัตว์ป่วยเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปยังสัตว์ตัวอื่น
โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน ระยอง
ให้บริการตรวจสุขภาพ ตรวจวินิจฉัย และดูแลรักษาสุนัขและแมว โดยสัตวแพทย์จะประเมินจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
หากน้องมีอาการผิดปกติด้านระบบทางเดินอาหาร หรือมีประวัติเสี่ยงต่อโรคติดต่อ สามารถติดต่อโรงพยาบาลเพื่อสอบถามรายละเอียดและนัดหมายเข้ารับการตรวจได้ 🐶🐱