มดลูกอักเสบในแมว
มดลูกอักเสบในแมว หรือ Pyometra เป็นภาวะติดเชื้อภายในมดลูกที่มีการสะสมของหนองหรือของเหลวผิดปกติในโพรงมดลูก พบในแมวเพศเมียที่ยังมีมดลูกและรังไข่เป็นหลัก และสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะติดเชื้อทั่วร่างกาย (sepsis), เยื่อบุช่องท้องอักเสบ และภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
แมวที่เป็นมดลูกอักเสบบางตัวอาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อยในระยะแรก ทำให้เจ้าของสังเกตได้ยาก โดยเฉพาะกรณีที่เป็น มดลูกอักเสบชนิดปากมดลูกปิด ซึ่งไม่มีหนองไหลออกทางช่องคลอด

มดลูกอักเสบในแมวเกิดขึ้นได้อย่างไร?
การเกิด Pyometra เกี่ยวข้องกับ ทั้งปัจจัยด้านฮอร์โมนและการติดเชื้อแบคทีเรีย
หลังการเป็นสัด ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อเยื่อบุโพรงมดลูก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมดลูกและลดการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก เมื่อสภาพแวดล้อมภายในมดลูกเหมาะสม แบคทีเรียที่สามารถเข้าสู่ระบบสืบพันธุ์ผ่านช่องคลอดและปากมดลูกจึงสามารถเพิ่มจำนวนและทำให้เกิดการติดเชื้อได้
แบคทีเรียที่พบได้บ่อยที่สุดในมดลูกของแมวที่เป็น Pyometra คือ Escherichia coli (E. coli) แต่สามารถพบแบคทีเรียชนิดอื่นได้เช่นกัน
ดังนั้น มดลูกอักเสบจึงไม่ใช่เพียง “การติดเชื้ออย่างเดียว” แต่เป็นโรคที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในระบบสืบพันธุ์ด้วย
มดลูกอักเสบในแมวมีกี่ประเภท?
โดยทั่วไปสามารถแบ่งตาม สถานะของปากมดลูก ได้ 2 ลักษณะสำคัญ
1. มดลูกอักเสบชนิดปากมดลูกเปิด
ปากมดลูกยังเปิด ทำให้ของเหลวหรือหนองภายในมดลูกสามารถไหลออกทางช่องคลอดได้
เจ้าของอาจสังเกตเห็น
- มีของเหลวหรือหนองออกจากช่องคลอด
- ขนบริเวณใต้หางเปียกหรือสกปรก
- มีคราบบนที่นอนหรือบริเวณที่แมวนอน
- แมวอาจเลียทำความสะอาดตัวเองจนแทบไม่พบสิ่งผิดปกติ
แม้จะมีทางระบายของเหลวออก แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคไม่รุนแรง เพราะการติดเชื้อยังสามารถส่งผลต่อร่างกายและพัฒนาไปสู่ภาวะติดเชื้อทั่วร่างกายได้
2. มดลูกอักเสบชนิดปากมดลูกปิด
ปากมดลูกปิด ทำให้หนองและของเหลวไม่สามารถระบายออกภายนอกได้ จึงสะสมอยู่ภายในมดลูก
ลักษณะนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะอาจ ไม่มีหนองไหลออกทางช่องคลอดให้เจ้าของเห็น แต่แมวสามารถมีอาการป่วยรุนแรงได้ และมีความเสี่ยงต่อมดลูกขยายมาก การแตกของมดลูก เยื่อบุช่องท้องอักเสบ และภาวะติดเชื้อทั่วร่างกาย
อาการมดลูกอักเสบในแมว
อาการของแต่ละตัวแตกต่างกัน และในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน อาการที่สามารถพบได้ ได้แก่
- ซึมลงหรือไม่ค่อยร่าเริง
- กินอาหารลดลงหรือไม่กินอาหาร
- ดื่มน้ำมากขึ้น
- ปัสสาวะมากขึ้น
- อาเจียน
- ท้องโตหรือมีอาการไม่สบายบริเวณช่องท้อง
- มีไข้
- ขาดน้ำ
- มีของเหลวหรือหนองออกจากช่องคลอด
- น้ำหนักลดในกรณีที่เป็นต่อเนื่อง
ในแมวที่เป็นชนิดปากมดลูกปิด อาจไม่มีของเหลวออกทางช่องคลอดเลย จึงไม่ควรใช้ “มีหนองไหลหรือไม่มีหนองไหล” เป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าแมวเป็นมดลูกอักเสบหรือไม่
หากแมวเพศเมียที่ยังไม่ได้ทำหมันมีอาการซึม ไม่กินอาหาร ดื่มน้ำหรือปัสสาวะมากขึ้น หรือมีท้องโต โดยเฉพาะหลังผ่านช่วงเป็นสัด ควรได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์
ทำไมมดลูกอักเสบจึงเป็นโรคที่รุนแรง?
สิ่งที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงการติดเชื้ออยู่ภายในมดลูก แต่คือผลกระทบที่สามารถเกิดขึ้นต่อทั้งร่างกาย
แบคทีเรียและสารพิษจากการติดเชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิด systemic inflammatory response, endotoxemia และ sepsis ได้ ในรายที่รุนแรงอาจเกิดภาวะช็อกและอวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ
กรณีปากมดลูกปิด มดลูกที่ขยายและมีผนังผิดปกติอาจเกิดการแตกได้ เมื่อสิ่งติดเชื้อภายในมดลูกเข้าสู่ช่องท้อง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (peritonitis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสัตวแพทย์
ดังนั้น Pyometra จึงไม่ใช่โรคที่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
มดลูกอักเสบสามารถเกิดกับแมวเพศเมียที่ยังไม่ทำหมันได้ แม้จะอายุน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรค
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าโรคมักพบในแมววัยกลางถึงสูงอายุ และมักเกิดในช่วงหลังการเป็นสัด โดยเฉพาะภายในช่วงหลายสัปดาห์หลังการเป็นสัด
ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- 1ยังไม่ได้ทำหมัน
- 2มีรอบการเป็นสัดและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
- 3มีการตกไข่และเกิดช่วง luteal phase
- 4ได้รับยาฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสตินเพื่อควบคุมการเป็นสัด
- 5อายุเพิ่มขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูก
“ฉีดยาคุม” เกี่ยวข้องกับมดลูกอักเสบอย่างไร?
ยาควบคุมการสืบพันธุ์บางชนิดในแมวเป็นยากลุ่ม progestin หรือ progestogen ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ตัวอย่างเช่น medroxyprogesterone acetate (MPA)
ยากลุ่มนี้สามารถยับยั้งการเป็นสัดได้ แต่การได้รับฮอร์โมนโปรเจสตินมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุโพรงมดลูก และสามารถเพิ่มความเสี่ยงของ cystic endometrial hyperplasia (CEH) และ pyometra โดยเฉพาะเมื่อใช้ในขนาดสูง ใช้เป็นเวลานาน หรือใช้ไม่เหมาะสมกับตัวสัตว์
นอกจากนี้ ผลข้างเคียงที่มีรายงานจากการใช้ progestins ในแมว ได้แก่
- ความผิดปกติของมดลูกและ Pyometra
- การเปลี่ยนแปลงของต่อมน้ำนม
- ความผิดปกติของการควบคุมระดับน้ำตาลและเบาหวาน
- การกดการทำงานของต่อมหมวกไต
- ความผิดปกติของระบบฮอร์โมนอื่น ๆ
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ ชนิดยา ขนาดยา ระยะเวลาที่ใช้ และสุขภาพของแมวแต่ละตัว
สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของแมว
ไม่ควรซื้อหรือใช้ยาฮอร์โมนเพื่อหยุดการเป็นสัดด้วยตนเอง
หากจำเป็นต้องใช้ยาควบคุมการสืบพันธุ์ สัตวแพทย์ควรประเมินก่อนว่าแมวเหมาะสมหรือไม่ และควรมีการติดตามสุขภาพระหว่างการใช้ยา เพราะยากลุ่มนี้ไม่ได้เหมาะกับแมวทุกตัว
สำหรับแมวที่ไม่ได้มีแผนเพาะพันธุ์ การทำหมันเป็นวิธีที่สามารถป้องกัน Pyometra ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นการนำรังไข่และมดลูกออก ซึ่งแตกต่างจากการใช้ฮอร์โมนที่เพียงยับยั้งวงจรการเป็นสัดชั่วคราว
การวินิจฉัยมดลูกอักเสบในแมว
สัตวแพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และผลตรวจเพิ่มเติมร่วมกัน
1. ตรวจร่างกายและซักประวัติ
สัตวแพทย์จะประเมิน เช่น
- อายุ
- สถานะการทำหมัน
- ประวัติการเป็นสัด
- ประวัติการผสมพันธุ์
- การได้รับยาฮอร์โมน
- การกินอาหารและการดื่มน้ำ
- อาการผิดปกติที่เจ้าของสังเกตพบ
2. ตรวจเลือด
อาจพบความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวและค่าทางชีวเคมีต่าง ๆ ที่สะท้อนการอักเสบ การติดเชื้อ ภาวะขาดน้ำ หรือผลกระทบต่ออวัยวะอื่น แต่ผลเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยัน Pyometra ได้
3. อัลตราซาวด์ช่องท้อง
อัลตราซาวด์เป็นการตรวจที่มีความสำคัญมากในการประเมินมดลูกของแมวที่สงสัย Pyometra
อาจพบมดลูกขยาย ผนังมดลูกหนาขึ้น และมีของเหลวอยู่ภายในโพรงมดลูก ซึ่งช่วยแยกจากภาวะอื่นและช่วยประเมินสภาพของมดลูกได้
4. เอกซเรย์
สามารถช่วยแสดงการขยายของมดลูกได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีของเหลวสะสมมาก แต่ภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแยก Pyometra ออกจากภาวะอื่น เช่น การตั้งท้องได้อย่างแน่นอน จึงมักต้องพิจารณาร่วมกับการตรวจอื่น
การรักษามดลูกอักเสบในแมว
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแมว ชนิดของ Pyometra ความรุนแรง และความต้องการในการรักษาความสามารถในการสืบพันธุ์
1. การผ่าตัดเอารังไข่และมดลูกออก
สำหรับแมวที่ไม่ได้มีแผนเพาะพันธุ์ ovariohysterectomy หรือการผ่าตัดนำรังไข่และมดลูกออก เป็นแนวทางการรักษาหลักและมีประสิทธิภาพสูง เพราะเป็นการกำจัดแหล่งติดเชื้อและลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดมดลูกอักเสบแตกต่างจากการทำหมันตามปกติ เนื่องจากมดลูกอาจขยาย เปราะ และมีของเหลวติดเชื้ออยู่ภายใน จึงต้องระมัดระวังการรั่วหรือแตกของมดลูกระหว่างการผ่าตัด
ในแมวที่ป่วยมาก อาจจำเป็นต้องให้น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะ และการดูแลพยุงอาการก่อนเพื่อให้สภาพร่างกายเหมาะสมกับการวางยาสลบและการผ่าตัด
2. การรักษาด้วยยา
การรักษาด้วยยาอาจพิจารณาใน แมวที่ต้องการเก็บความสามารถในการสืบพันธุ์และมีคุณสมบัติเหมาะสม โดยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากสัตวแพทย์ การรักษาด้วยยา ไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะกับแมวทุกตัว โดยเฉพาะแมวที่มีอาการป่วยรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน หรือมี Pyometra ชนิดปากมดลูกปิด ซึ่งต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
แม้รักษาด้วยยาได้สำเร็จ โรคสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ เนื่องจากยังมีมดลูกและรังไข่อยู่
มดลูกอักเสบป้องกันได้หรือไม่?
วิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน Pyometra คือ การทำหมันโดยนำรังไข่และมดลูกออก ในแมวที่ไม่ได้มีแผนเพาะพันธุ์
การทำหมันช่วยตัดแหล่งของฮอร์โมนจากรังไข่และนำมดลูกซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกิด Pyometra ออก จึงไม่สามารถเกิด Pyometra ในมดลูกที่ถูกนำออกไปแล้วได้
หากสงสัยว่าแมวอาจมีมดลูกอักเสบ อย่ารอให้อาการรุนแรง
โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน ระยอง ให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาสัตว์เลี้ยง โดยสัตวแพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติ และการตรวจที่เหมาะสม เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับสภาพของน้องแมวแต่ละตัว
หากน้องแมวเพศเมียยังไม่ได้ทำหมัน และมีอาการซึม ไม่กินอาหาร ดื่มน้ำมากขึ้น ปัสสาวะมากขึ้น ท้องโต หรือมีของเหลวผิดปกติจากช่องคลอด สามารถติดต่อโรงพยาบาลสัตว์เชิงเนินเพื่อสอบถามรายละเอียดและนัดหมายเข้ารับการตรวจได้
โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน ระยอง ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงตั้งแต่การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย ไปจนถึงการรักษาและการผ่าตัด 🐾