นิ่วในแมวและอาการเริ่มต้นที่เจ้าของไม่ควรมองข้าม
อาการของนิ่วจะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด และผลกระทบต่อการไหลของปัสสาวะ แต่สัญญาณที่เจ้าของอาจสังเกตพบ

อาการเริ่มต้นของนิ่วในแมว มีอะไรบ้าง?
- เบ่งฉี่นาน หรือเข้ากระบะบ่อยผิดปกติ
แมวอาจเข้าไปในกระบะทรายหลายครั้ง ใช้เวลานานในการปัสสาวะ หรือพยายามเบ่งแต่ปัสสาวะออกมาเพียงเล็กน้อย
- ร้องหรือแสดงอาการเจ็บขณะปัสสาวะ
หากทางเดินปัสสาวะเกิดการระคายเคืองหรือมีการอุดตัน แมวอาจแสดงอาการเจ็บหรือร้องขณะพยายามปัสสาวะ
- สีของปัสสาวะเปลี่ยนไป
ปัสสาวะอาจมีเลือดปน ทำให้มีสีชมพู แดง หรือมีลักษณะผิดไปจากปกติ ภาวะเลือดปนในปัสสาวะเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่างของแมว รวมถึงนิ่ว
- เลียบริเวณอวัยวะเพศหรือดูระคายเคือง
แมวที่รู้สึกไม่สบายบริเวณทางเดินปัสสาวะอาจเลียบริเวณอวัยวะเพศบ่อยขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความระคายเคือง
- ปัสสาวะนอกกระบะทราย
การปัสสาวะนอกกระบะทราย หรือปัสสาวะในสถานที่ที่ไม่เคยทำมาก่อน อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของโรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าแมวเป็นนิ่วเสมอไป เพราะโรคอื่น เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง หรือท่อปัสสาวะอุดตัน ก็สามารถทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ การตรวจจึงมีความสำคัญในการหาสาเหตุที่แท้จริง
นิ่วในแมวคืออะไร?
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ Uroliths คือก้อนแร่ธาตุที่เกิดจากสารต่าง ๆ ในปัสสาวะตกผลึกและรวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น
นิ่วไม่ได้มีชนิดเดียว โดยชนิดที่พบได้บ่อยในแมว ได้แก่
- Calcium oxalate
- Struvite
- รวมถึงนิ่วชนิดอื่น ๆ ที่พบได้น้อยกว่า เช่น urate และ cystine
ชนิดของนิ่วมีความสำคัญ เพราะนิ่วแต่ละชนิดมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องและแนวทางการรักษาแตกต่างกัน
กรณีพบผลึกในปัสสาวะไม่ได้หมายความว่าแมวมี “ก้อนนิ่ว” เสมอไป และไม่ควรเลือกวิธีรักษาจากชนิดของผลึกที่พบเพียงอย่างเดียว
นิ่วในแมวเกิดจากอะไร?
การเกิดนิ่วไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งลักษณะของปัสสาวะ อาหาร ปริมาณน้ำที่ได้รับ สุขภาพ และปัจจัยเฉพาะตัวของแมว
1. ปัจจัยภายนอก
💧 การได้รับน้ำและความเข้มข้นของปัสสาวะ
เมื่อปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง แร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่วจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งเอื้อต่อการเกิดผลึกและการรวมตัวเป็นนิ่ว
การเพิ่มปริมาณน้ำที่แมวได้รับช่วยเพิ่มปริมาณปัสสาวะและลดความเข้มข้นของสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่ว จึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในแมวที่มีประวัตินิ่วบางชนิด
🍽️ อาหาร
องค์ประกอบของอาหารมีผลต่อปริมาณแร่ธาตุ ความเข้มข้น และค่า pH ของปัสสาวะ จึงมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดนิ่วบางชนิด
แต่ไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่า “อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นสาเหตุของนิ่วทุกชนิด” เพราะปัจจัยที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันตามชนิดของนิ่ว
🏠 การเลี้ยงและสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยบางฉบับพบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเลี้ยงแมวในบ้านอย่างเดียว กับนิ่วบางชนิด แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ควรตีความว่าเป็นสาเหตุโดยตรงในแมวทุกตัว
ปัจจัยด้านการเคลื่อนไหว ปริมาณน้ำที่ได้รับ และพฤติกรรมการขับถ่ายอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโดยรวมของระบบทางเดินปัสสาวะ
2. ปัจจัยภายในร่างกาย
🧪 ค่า pH และองค์ประกอบของปัสสาวะ
ค่า pH ของปัสสาวะ รวมถึงความเข้มข้นของแร่ธาตุและสารต่าง ๆ มีผลต่อการตกผลึกและการก่อตัวของนิ่ว โดยนิ่วแต่ละชนิดมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น Struvite มีความสัมพันธ์กับปัสสาวะที่มีค่า pH สูงขึ้น ขณะที่ Calcium oxalate มีปัจจัยเกี่ยวข้องแตกต่างออกไป
🧬 โรคหรือความผิดปกติภายในร่างกาย
แมวบางตัวอาจมีปัจจัยภายในที่เพิ่มโอกาสเกิดนิ่ว เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิด Calcium oxalate uroliths
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการเผาผลาญ พันธุกรรม อายุ สายพันธุ์ และโรคบางอย่างก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับนิ่วบางประเภท
นิ่วในแมวเกิดบริเวณไหนได้บ้าง?
นิ่วสามารถเกิดขึ้นได้ ตลอดแนวระบบทางเดินปัสสาวะ ไม่ได้เกิดเฉพาะในกระเพาะปัสสาวะเท่านั้น
1. ไต — Kidney
เรียกว่า Nephroliths
นิ่วในไตบางตัวอาจไม่แสดงอาการชัดเจน และอาจพบโดยบังเอิญจากการตรวจภาพวินิจฉัย แต่หากมีการอักเสบ การติดเชื้อ หรือส่งผลต่อการไหลของปัสสาวะ ก็สามารถทำให้เกิดปัญหาได้
2. ท่อไต — Ureter
เรียกว่า Ureteroliths
หากนิ่วไปอุดตันบริเวณท่อไต ปัสสาวะจากไตจะไม่สามารถไหลลงสู่กระเพาะปัสสาวะได้ตามปกติ ภาวะนี้อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อไตและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว
3. กระเพาะปัสสาวะ — Bladder
เรียกว่า Urocystoliths
เป็นตำแหน่งที่พบก้อนนิ่วได้ และนิ่วสามารถระคายเคืองผนังกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีอาการปัสสาวะผิดปกติหรือมีเลือดปนในปัสสาวะ
4. ท่อปัสสาวะ — Urethra
เรียกว่า Urethroliths
ตำแหน่งนี้มีความสำคัญ เพราะนิ่วหรือวัสดุที่เกิดจากผลึกสามารถเข้าไปอุดตันทางเดินปัสสาวะได้ โดยเฉพาะในแมวเพศผู้ที่มีท่อปัสสาวะแคบกว่า
หากแมว พยายามปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก หรือออกเพียงไม่กี่หยด ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ควรได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์โดยเร็ว
ทำไม “ฉี่ไม่ออก” จึงต้องรีบพบสัตวแพทย์?
หากท่อปัสสาวะเกิดการอุดตัน ปัสสาวะจะไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้ตามปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติของสมดุลของเหลวและสารต่าง ๆ ในร่างกาย
ภาวะท่อปัสสาวะอุดตันจึงถือเป็น ภาวะฉุกเฉินทางสัตวแพทย์ โดยเฉพาะในแมวเพศผู้
เจ้าของไม่ควรรอดูอาการเอง หากพบว่าแมวเข้ากระบะบ่อย เบ่งนาน แต่ไม่มีปัสสาวะออก หรือมีอาการเจ็บอย่างชัดเจน ควรพาไปพบสัตวแพทย์ทันที
ตรวจนิ่วในแมวอย่างไร?
การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว เพราะอาการของนิ่วสามารถคล้ายกับโรคทางเดินปัสสาวะอื่น ๆ
สัตวแพทย์อาจใช้การตรวจหลายวิธีร่วมกัน เช่น
🧪 ตรวจปัสสาวะ ช่วยประเมินลักษณะปัสสาวะ ค่า pH ความเข้มข้น ผลึก และความผิดปกติอื่น ๆ
🩺 X-ray สามารถช่วยตรวจหานิ่วบางชนิดและประเมินตำแหน่งของนิ่วภายในระบบทางเดินปัสสาวะ
🧬 Ultrasound ช่วยตรวจดูระบบทางเดินปัสสาวะและประเมินตำแหน่งของนิ่ว รวมถึงความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมกัน
🩸 ตรวจเลือด อาจจำเป็นในบางกรณี เพื่อประเมินการทำงานของไตและความผิดปกติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
การเลือกตรวจขึ้นอยู่กับอาการและดุลยพินิจของสัตวแพทย์
นิ่วในแมวรักษาอย่างไร?
การรักษาขึ้นอยู่กับ ชนิด ตำแหน่ง ขนาด จำนวนของนิ่ว และว่ามีการอุดตันหรือไม่
บางกรณีสามารถใช้การจัดการด้านอาหารเพื่อช่วยละลายนิ่ว Struvite ที่เหมาะสมกับการละลาย ขณะที่นิ่ว Calcium oxalate ไม่สามารถละลายด้วยอาหารได้
หากนิ่วไม่สามารถจัดการด้วยวิธีทางการแพทย์ หรือมีปัญหาการอุดตัน อาจจำเป็นต้องใช้หัตถการเพื่อเอานิ่วออก หรือพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสมของแต่ละเคส
หลังการรักษา การวิเคราะห์ชนิดของนิ่วและการวางแผนป้องกันการเกิดซ้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะแมวที่เคยเกิดนิ่วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
หากน้องแมวมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการปัสสาวะ สามารถเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุได้ที่ โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน
โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน มีบริการตรวจวินิจฉัย
🧬อัลตราซาวน์ (Ultrasound)
🩺เอกซเรย์ (X-ray)
👨🏻⚕️ การตรวจและหัตถการทางสัตวแพทย์
🔪 หัตถการผ่าตัด ในกรณีที่สัตวแพทย์ประเมินว่าจำเป็น
📞 สอบถามรายละเอียดและนัดหมายก่อนเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน