เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกต้องตามหลักโภชนาการ
โภชนาการถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพสัตว์เลี้ยง การเลือกอาหารที่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ปกติ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงในระยะยาว โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน ได้สรุปข้อมูลพื้นฐานเรื่องอาหารที่เจ้าของควรรู้ไว้อย่างครบถ้วน ดังนี้ครับ

1. อาหารเม็ด vs อาหารเปียก
- อาหารเม็ด (Dry Food): ข้อดี: เก็บรักษาง่าย ขัดฟันได้ดี ให้พลังงานสูง และประหยัดค่าใช้จ่ายข้อควรระวัง: มีปริมาณความชื้นต่ำ สัตว์เลี้ยงจำเป็นต้องดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคนิ่วและโรคไต
- อาหารเปียก (Wet Food): ข้อดี: มีความชื้นสูง (ประมาณ 70-80%) ช่วยเพิ่มการได้รับน้ำในแมวหรือหมาที่ดื่มน้ำน้อย กลิ่นหอมกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีข้อควรระวัง: เสียรวดเร็วหลังจากเปิดซอง/กระป๋อง และหากไม่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก อาจสะสมคราบหินปูนได้ง่าย
2. วิธีดู "เลขทะเบียนอาหารสัตว์" (ถอดรหัสลับหลังซอง)
บนบรรจุภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ จะมีเลขทะเบียน 10 หลัก (เช่น ท. 01 07 67 XXXX) โดยสามารถสังเกต รหัสประเภทอาหารในตำแหน่งหลักที่ 3 และ 4 เพื่อดูว่าสิ่งที่เราซื้อคืออะไร:
- รหัส 07 = อาหารสัตว์เลี้ยงโภชนาการครบถ้วน (Complete & Balanced Food): ใช้นับเป็น "อาหารมื้อหลัก" มีสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย
- รหัส 08 = อาหารเสริมสำหรับสัตว์เลี้ยง (Supplements): ใช้เสริมสารอาหาร วิตามิน หรือแร่ธาตุเฉพาะด้าน ไม่สามารถใช้แทนอาหารมื้อหลักได้
- รหัส 09 = อาหารว่าง / ขนมขบเคี้ยว (Treats / Snacks): เน้นความน่ากิน ให้เป็นรางวัลหรือท็อปเปอร์ ไม่ควรให้เกิน 10% ของพลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวัน และห้ามใช้กินแทนมื้อหลัก
- รหัส 10 = อาหารประกอบการรักษาโรค (Therapeutic / Prescription Diet): สูตรเฉพาะสำหรับสัตว์ป่วย (เช่น โรคไต โรคตับ โรคนิ่ว) ต้องใช้ภายใต้การสั่งจ่ายและคำแนะนำของสัตวแพทย์เท่านั้น
3. อาหารคน, ของทอด, สมุนไพร และการเริ่มกิน "บาร์ฟ" (BARF)
- อาหารปรุงสุกของคน & ของทอด: มีการปรุงรสด้วยโซเดียม น้ำตาล ผงชูรส และไขมันสูง ส่งผลเสียต่อไต ตับ และเสี่ยงภาวะ ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน จากของทอดที่มีน้ำมันสูง
- สมุนไพร: ไม่ควรกินสมุนไพรสดหรือยาสมุนไพรของคนโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะตับและไตของสัตว์เลี้ยงจำกัดการขับสารเคมีบางชนิด ส่งผลให้เกิดพิษสะสมได้
- การเริ่มกินอาหารดิบ (BARF): หากต้องการให้กินบาร์ฟ ต้องศึกษาการสัดส่วนสารอาหารให้ครบถ้วน และต้องระมัดระวังเรื่อง การปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย (เช่น Salmonella, E. coli) และพยาธิ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารทั้งของสัตว์เลี้ยงและผู้เลี้ยง
4. อาหารที่ "ห้ามกินเด็ดขาด" (Toxic Foods)
สัตว์เลี้ยงห้ามรับประทานวัตถุดิบเหล่านี้โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นพิษรุนแรงต่อระบบร่างกาย:
- ช็อกโกแลต, โกโก้, กาแฟ, ชา: มีสาร Theobromine และ Caffeine ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ชัก และเสียชีวิตได้
- หัวหอม, กระเทียม, หอมแดง (ทั้งสุกและดิบ): ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางขั้นรุนแรง
- องุ่น และ ลูกเกด: ส่งผลให้เกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน แม้รับประทานเพียงปริมาณเล็กน้อย
- ถั่วแมคคาเดเมีย: ทำให้เกิดอาการอ่อนแรง เกร็ง ชัก และอัมพาตชั่วคราว
- สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (Xylitol): กระตุ้นการหลั่งอินซูลินอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำตาลในเลือดตกต่ำวิกฤต และตับวาย
- กระดูกสัตว์ที่สุกแล้ว: กระดูกที่ผ่านความร้อนจะเปราะและแตกเป็นเสี้ยนแหลม สามารถทิ่มแทงหรืออุดตันกระเพาะและลำไส้ได้
การเลือกโภชนาการที่ถูกต้อง ปลอดภัย และตรงตามช่วงวัย ถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด
หากท่านเจ้าของมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปรับอาหาร หรือต้องการคำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับสัตว์เลี้ยง สามารถปรึกษาทีมสัตวแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลสัตว์เชิงเนิน ระยอง ได้เลยครับ